
ราคาบอล 2.75 สองลูกครึ่งควบสาม แบ่งเงินอย่างไรให้รู้ผลได้ครึ่งเสียครึ่ง
ราคาบอล 2.75 เป็นแต้มต่อแบบสองลูกครึ่งควบสามที่แบ่งเงินเดิมพันออกเป็นสองส่วนเท่าๆกัน โดยครึ่งแรกคิดตามราคา 2.5 และอีกครึ่งคิดตามราคา 3.0 ทีมต่อที่ชนะห่างสามประตูจะได้ครึ่ง เพราะเงินส่วนหนึ่งชนะและอีกส่วนคืนทุน ขณะที่ทีมรองซึ่งแพ้ห่างสามประตูจะเสียครึ่ง แต่หากทีมต่อชนะห่างตั้งแต่สี่ประตูขึ้นไปจึงได้เต็ม ส่วนทีมรองที่แพ้ไม่เกินสองประตูจะได้เต็มเช่นกัน เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ต้องเข้าใจวิธีแบ่งเงินและผลต่างประตูของทั้งสองฝั่ง ก่อนนำสกอร์แข่งขันมาตรวจยอดรับคืนจากบิล
สองลูกครึ่งควบสามแบ่งราคา 2.5 และ 3.0 อย่างไร ทำไมต้องคิดผลแยกกัน
ราคาสองลูกครึ่งควบสามไม่ได้ใช้ตัวเลข 2.75 มาหักลบกับสกอร์แล้วตัดสินผลทั้งรายการในครั้งเดียว แต่แบ่งเงินเดิมพันเป็นสองส่วนเท่าๆกัน โดยแต่ละส่วนมีเงื่อนไขตามราคา 2.5 และ 3.0 เมื่อการแข่งขันจบจึงนำผลของทั้งสองส่วนมารวมกัน หากฝั่งต่อชนะห่างสามประตู เงินที่ต่อ 2.5 จะชนะเต็ม ขณะที่ส่วนต่อ 3.0 คืนทุน ทำให้ได้รับกำไรจากเงินเดิมพันเพียงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าได้ครึ่ง
สำหรับทีมรอง หลักคิดเหมือนกันแต่ผลกลับด้าน หากแพ้ห่างสามประตู เงินที่รอง 2.5 จะแพ้เต็ม ส่วนที่รอง 3.0 คืนทุน จึงเสียเงินเพียงครึ่งหนึ่งของยอดเดิมพันทั้งหมด แต่ถ้าทีมรองแพ้ไม่เกินสองประตู ทั้งสองส่วนจะชนะเต็ม ความแตกต่างนี้ทำให้ผลต่างสามประตูมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นระดับที่ทำให้ฝั่งต่อและฝั่งรองได้รับผลไม่เต็มจำนวน แม้จะเลือกตลาดเดียวกันก็ตาม
ทีมต่อ -2.75 ต้องแบ่งเงินไปที่ราคาไหน และคิดผลอย่างไร
ฝั่งต่อ -2.75 แบ่งเงินครึ่งหนึ่งไปที่ -2.5 และอีกครึ่งไปที่ -3.0 หากชนะห่างสองประตู ทั้งสองส่วนจะแพ้ แต่ถ้าชนะห่างสามประตู ส่วน -2.5 ชนะ ขณะที่ส่วน -3.0 คืนทุน จึงได้ครึ่ง และหากชนะห่างตั้งแต่สี่ประตูขึ้นไป ทั้งสองส่วนจะชนะเต็ม ทำให้ได้รับผลตอบแทนตามค่าน้ำจากเงินเดิมพันทั้งหมด
ทีมรอง +2.75 ได้แต้มต่อสองส่วนอย่างไร และแพ้กี่ลูกถึงเสียเต็ม
ฝั่งรอง +2.75 แบ่งเป็นรอง 2.5 และรอง 3.0 หากแพ้ห่างไม่เกินสองประตู ทั้งสองส่วนจะชนะเต็ม แต่ถ้าแพ้ห่างสามประตู ส่วนรอง 2.5 แพ้ ขณะที่ส่วนรอง 3.0 คืนทุน จึงเสียครึ่ง ส่วนกรณีแพ้ห่างตั้งแต่สี่ประตูขึ้นไป ทั้งสองส่วนจะแพ้เต็ม โดยหากเสมอหรือชนะการแข่งขัน ฝั่งรองก็จะได้เต็มเช่นเดียวกัน
ตัวอย่างแบ่งเงิน 200 บาท เมื่อทีมต่อชนะห่างสามประตู ทำไมยอดรับคืนไม่เท่ากัน
สมมติทีมฟ้าพบทีมขาว โดยทีมฟ้าเป็นฝ่ายต่อ 2.75 และจบการแข่งขันด้วยสกอร์ 4-1 ผลต่างเท่ากับสามประตูพอดี กำหนดเงินเดิมพัน 200 บาทต่อรายการ และใช้ค่าน้ำแบบทศนิยม 1.90 ซึ่งเป็นอัตราจ่ายที่รวมเงินต้นไว้ในยอดรับคืนแล้ว เงินเดิมพันจะถูกแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนละ 100 บาท เพื่อนำไปตัดสินตามเงื่อนไขของราคา 2.5 และ 3.0 ก่อนรวมยอดเงินที่ได้รับกลับ
เมื่อใช้การแข่งขันเดียวกันเปรียบเทียบ จะพบว่าฝั่งต่อกับฝั่งรองได้รับเงินแตกต่างกัน ทีมฟ้าได้กำไรจากเงินส่วนที่ต่อ 2.5 และได้เงินต้นคืนจากส่วนที่ต่อ 3.0 ขณะที่ทีมขาวเสียเงินส่วนที่รอง 2.5 แต่ได้รับเงินต้นจากส่วนที่รอง 3.0 คืนมา ตัวอย่างทั้งสองฝั่งเป็นรายการสมมติที่คิดแยกจากกัน เพื่อให้เห็นผลของราคาอย่างชัดเจน ไม่ได้หมายถึงเดิมพันสองฝั่งพร้อมกัน
ทีมฟ้าต่อ 2.75 ชนะ 4-1 ทำไมได้กำไรเพียงครึ่งเดียว
ทีมฟ้าชนะห่างสามประตู เงิน 100 บาทที่ต่อ 2.5 จึงชนะเต็มและได้รับคืน 190 บาท ส่วนเงินอีก 100 บาทที่ต่อ 3.0 จะคืนทุน เพราะผลต่างเท่ากับสามประตูพอดี เมื่อนำทั้งสองส่วนมารวมกัน จะได้รับกลับ 290 บาท จากเงินเดิมพัน 200 บาท จึงมีกำไรสุทธิ 90 บาท สถานะที่แสดงบนบิลคือได้ครึ่ง ไม่ใช่ได้เต็ม เพราะมีเงินเพียงครึ่งหนึ่งที่สร้างกำไร
ทีมขาวรอง 2.75 แพ้ 1-4 ทำไมเสียเพียงครึ่งหนึ่งของเงินเดิมพัน
ทีมขาวแพ้ห่างสามประตู ทำให้เงิน 100 บาทที่รอง 2.5 แพ้เต็มและไม่ได้รับเงินคืน แต่เงินอีก 100 บาทที่รอง 3.0 คืนทุน เนื่องจากผลต่างเท่ากับแต้มต่อส่วนดังกล่าว ดังนั้น จากเงินเดิมพันทั้งหมด 200 บาท จะได้รับคืน 100 บาท และขาดทุนสุทธิ 100 บาท จึงเรียกว่าเสียครึ่ง โดยค่าน้ำไม่มีผลต่อยอดรับคืนกรณีนี้ เพราะไม่มีเงินส่วนใดชนะเพื่อรับกำไร
| รายการสมมติ | ผลเดิมพัน | ยอดรับคืน | กำไรหรือขาดทุน |
| ทีมฟ้าต่อ 2.75 | ได้ครึ่ง | 290 บาท | กำไร 90 บาท |
| ทีมขาวรอง 2.75 | เสียครึ่ง | 100 บาท | ขาดทุน 100 บาท |
ตารางนี้ใช้เงินเดิมพันรายการละ 200 บาท และค่าน้ำแบบทศนิยม 1.90 เท่ากันทั้งสองฝั่งเพื่อให้เปรียบเทียบได้ง่าย ส่วนค่าน้ำจริงของทีมต่อและทีมรองอาจแตกต่างกันตามที่ผู้ให้บริการกำหนด
ทีมต่อชนะห่างสอง สาม หรือสี่ประตู ผลเดิมพันเปลี่ยนไปแค่ไหน
ผลต่างประตูเป็นตัวกำหนดว่าเงินเดิมพันทั้งสองส่วนจะชนะ แพ้ หรือคืนทุน โดยฝั่งต่อมีเงื่อนไขสำคัญสามกรณี ได้แก่ ชนะห่างไม่เกินสองประตูจะเสียเต็ม ชนะห่างสามประตูจะได้ครึ่ง และชนะห่างตั้งแต่สี่ประตูขึ้นไปจะได้เต็ม ความต่างของสกอร์เพียงหนึ่งประตูจึงทำให้ผลเดิมพันเปลี่ยนได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อทีมต่อมีผลนำสามประตูอยู่แล้วและสามารถยิงเพิ่มอีกหนึ่งลูกก่อนจบการแข่งขัน
ส่วนฝั่งรองจะได้รับผลตรงกันข้าม เพราะสามารถแพ้ห่างไม่เกินสองประตูแล้วยังได้เต็ม แต่ถ้าแพ้ห่างสามประตูจะเสียครึ่ง และหากแพ้ตั้งแต่สี่ประตูขึ้นไปจะเสียเต็ม สิ่งสำคัญคือไม่ต้องสนว่าทีมต่อยิงได้ทั้งหมดกี่ลูก แต่ให้พิจารณาประตูที่ทำได้เทียบกับประตูที่เสีย เช่น สกอร์ 4-1 และ 5-2 มีผลต่างสามประตูเหมือนกัน แม้จำนวนประตูรวมจะไม่เท่ากันก็ตาม
ตารางเทียบผลได้เต็ม ได้ครึ่ง เสียครึ่ง และเสียเต็มจากสกอร์แข่งขัน
| สกอร์ทีมฟ้า – ทีมขาว | ทีมฟ้าต่อ 2.75 | ทีมขาวรอง 2.75 |
| 5-1 | ได้เต็ม | เสียเต็ม |
| 4-1 | ได้ครึ่ง | เสียครึ่ง |
| 5-2 | ได้ครึ่ง | เสียครึ่ง |
| 3-1 | เสียเต็ม | ได้เต็ม |
| 2-0 | เสียเต็ม | ได้เต็ม |
| 1-1 | เสียเต็ม | ได้เต็ม |
| 0-1 | เสียเต็ม | ได้เต็ม |
ตารางแสดงผลจากแฮนดิแคปเต็มเวลา โดยยังไม่คิดยอดรับคืนตามค่าน้ำ สกอร์ 4-1 และ 5-2 ทำให้ฝั่งต่อได้ครึ่งเหมือนกัน เพราะชนะห่างสามประตู ส่วนสกอร์ 5-1 ทำให้ได้เต็มเนื่องจากชนะห่างสี่ประตู หากทีมต่อชนะเพียงสองประตูอย่าง 3-1 ก็ยังเสียเต็มตามเงื่อนไขของแต้มต่อระดับนี้
ราคา 2.5 ต่างจาก 2.75 อย่างไร เมื่อทีมต่อชนะห่างสามประตู
แม้แต้มต่อทั้งสองระดับจะห่างกันเพียง 0.25 แต่ผลเดิมพันอาจแตกต่างกันอย่างชัดเจนเมื่อทีมต่อชนะห่างสามประตู เช่น การแข่งขันจบ 4-1 หากเลือก ราคา 2.5 ฝั่งต่อจะได้เต็ม เพราะชนะเกินสองลูกครึ่ง แต่ถ้าเลือกต่อ 2.75 จะได้เพียงครึ่ง เนื่องจากเงินเดิมพันส่วนที่ต่อ 2.5 ชนะ ขณะที่ส่วนต่อ 3.0 คืนทุน ทำให้มีกำไรจากเงินเพียงครึ่งเดียว
ความต่างนี้แสดงให้เห็นว่าราคาที่สูงขึ้นทำให้ฝั่งต่อต้องชนะด้วยผลต่างมากขึ้นจึงจะได้รับกำไรเต็มจำนวน โดยเฉพาะคู่แข่งขันที่มีโอกาสจบด้วยผลต่างประมาณสามประตู เพราะเป็นผลที่ทำให้สองระดับราคาตัดสินไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม หากทีมต่อชนะห่างตั้งแต่สี่ประตูขึ้นไป ทั้งสองราคาจะได้เต็มเหมือนกัน ส่วนกรณีชนะห่างไม่เกินสองประตูจะเสียเต็มทั้งคู่ แต่ยอดกำไรเมื่อชนะเต็มยังขึ้นอยู่กับค่าน้ำที่ยืนยันไว้ด้วย
ตัวอย่างทีมต่อชนะ 4-1 ทำไมราคา 2.5 ได้เต็ม แต่ 2.75 ได้ครึ่ง
สกอร์ 4-1 มีผลต่างสามประตู ฝั่งต่อ 2.5 จึงชนะเต็มตามเงื่อนไข ส่วนฝั่งต่อ 2.75 ได้ครึ่ง เพราะเงินเดิมพันถูกแบ่งเป็นสองส่วน โดยส่วนต่อ 2.5 ชนะและส่วนต่อ 3.0 คืนทุน หากวางเดิมพัน 200 บาท ค่าน้ำแบบทศนิยม 1.90 เท่ากันทั้งสองราคา ฝั่งต่อ 2.5 จะรับคืน 380 บาท ขณะที่ฝั่งต่อ 2.75 รับคืน 290 บาท ซึ่งเป็นยอดรับคืนรวมเงินต้นแล้ว
ราคา 3.0 กับ 2.75 ต่างกันตรงผลคืนทุน เมื่อทีมต่อชนะพอดีสามลูก
ราคา 3.0 เป็นแต้มต่อเต็มสามลูก หากทีมต่อชนะห่างสามประตูพอดีจะคืนทุนทั้งหมด เพราะผลต่างเท่ากับแต้มต่อที่กำหนด ซึ่งต่างจากราคาแบบควบที่ยังมีเงินเดิมพันบางส่วนชนะ ดังนั้น ราคา 3.0 จึงมีลักษณะสำคัญคือสามารถคืนทุนเต็มจำนวนเมื่อผลต่างตรงกับสามประตู ไม่จำเป็นต้องนำเงินไปแบ่งคิดระหว่างสองระดับราคาเหมือนแต้มต่อ 2.75
หากทีมต่อชนะห่างสี่ประตูขึ้นไป ทั้งราคา 2.75 และ 3.0 จะได้เต็มเหมือนกัน แต่ถ้าชนะห่างเพียงสองประตูจะเสียเต็มทั้งคู่ ทำให้ผลต่างสามประตูเป็นกรณีสำคัญที่ต้องแยกเงื่อนไขของสองระดับนี้ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่เห็นราคาเปลี่ยนระหว่างเลือกคู่กับยืนยันรายการ เพราะบิลที่ได้รับการยืนยันแล้วต้องใช้ตัวเลขตามเงื่อนไขของรายการนั้น ไม่ใช่นำราคาใหม่มาตัดสินย้อนหลัง
ตารางเปรียบเทียบราคาใกล้เคียง เมื่อทีมต่อชนะห่างหนึ่งถึงสี่ประตู
| ผลต่างที่ทีมต่อชนะ | ต่อ 2.5 | ต่อ 2.75 | ต่อ 3.0 |
| ชนะห่าง 1 ประตู | เสียเต็ม | เสียเต็ม | เสียเต็ม |
| ชนะห่าง 2 ประตู | เสียเต็ม | เสียเต็ม | เสียเต็ม |
| ชนะห่าง 3 ประตู | ได้เต็ม | ได้ครึ่ง | คืนทุน |
| ชนะห่าง 4 ประตู | ได้เต็ม | ได้เต็ม | ได้เต็ม |
สังเกตจากผลต่างสามประตูว่าแต้มต่อทั้งสามระดับให้ผลแตกต่างกันชัดเจน ส่วนผลต่างสี่ประตูทำให้ทุกระดับผ่านเงื่อนไขฝั่งต่อ โดยตารางนี้เปรียบเทียบเฉพาะผลเดิมพัน ไม่รวมกำไรตามค่าน้ำซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละระดับราคา
แฮนดิแคป 2.75 กับสูงต่ำ 2.75 ตัวเลขเหมือนกันแต่ใช้สกอร์คนละแบบตัดสิน
แม้ทั้งสองตลาดจะใช้ตัวเลข 2.75 เหมือนกัน แต่แฮนดิแคปพิจารณาผลต่างประตูระหว่างสองทีม ส่วนสูงต่ำพิจารณาจำนวนประตูรวมของทั้งคู่ โดยไม่สนว่าทีมใดเป็นฝ่ายชนะ ตัวอย่างเช่น ทีมฟ้าชนะทีมขาว 3-2 ผลต่างมีเพียงหนึ่งประตู ทำให้ทีมฟ้าที่ต่อ 2.75 เสียเต็ม แต่หากเป็นตลาดสูง 2.75 ประตูรวมเท่ากับห้าลูก จึงชนะเต็มตามเงื่อนไขของตลาดสูงต่ำ
ความแตกต่างนี้ทำให้ต้องตรวจชื่อประเภทเดิมพันก่อนดูตัวเลขเสมอ เพราะการเห็นราคาเดียวกันไม่ได้หมายความว่าจะตัดสินผลด้วยวิธีเดียวกัน อีกทั้งตลาดสูงต่ำ 2.75 ยังแบ่งเงินเดิมพันระหว่างสูงต่ำ 2.5 และ 3.0 เช่นกัน แต่ใช้ประตูรวมแทนผลต่างประตู ดังนั้น หากเลือกผิดตลาดตั้งแต่ต้น แม้เข้าใจวิธีแบ่งเงินถูกต้องก็อาจตีความผลบิลคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองตลาดแสดงอยู่ใกล้กันบนหน้าแข่งขัน
สกอร์ 3-2 ทำไมทีมต่อ 2.75 เสียเต็ม แต่สูง 2.75 กลับได้เต็ม
เมื่อการแข่งขันจบ 3-2 ทีมที่ชนะมีผลต่างเพียงหนึ่งประตู จึงไม่ผ่านแฮนดิแคปต่อ 2.75 และเสียเต็มทั้งสองส่วน แต่หากเลือกสูง 2.75 จะใช้ประตูรวมทั้งหมดห้าลูกมาตัดสิน ซึ่งมากกว่าทั้งราคา 2.5 และ 3.0 ทำให้ชนะเต็มทั้งสองส่วน ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดแฮนดิแคปกับตลาดสูงต่ำไม่สามารถนำเงื่อนไขมาคิดแทนกันได้ แม้ตัวเลขที่แสดงจะเหมือนกันก็ตาม
ทีมต่อสูงถึงสองลูกครึ่งควบสาม ควรตรวจสถิติใดก่อนประเมินผลต่างประตู
ฟุตบอลที่เปิดแต้มต่อสูงถึงสองลูกครึ่งควบสามมักเป็นคู่ที่ตลาดประเมินว่าฝ่ายต่อเหนือกว่าอีกทีมค่อนข้างมาก แต่ความเหนือกว่าไม่ได้หมายความว่าจะชนะห่างสามหรือสี่ประตูได้ทุกครั้ง ทีมที่ชนะติดต่อกันหลายเกมอาจมีสกอร์เฉือนเพียงหนึ่งหรือสองประตูเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ยังไม่ผ่านเงื่อนไขของราคานี้ หากต้องการเปรียบเทียบผลงานย้อนหลัง จึงควรแยกจำนวนเกมที่ชนะห่างสามประตูออกจากเกมที่ชนะห่างตั้งแต่สี่ประตูขึ้นไป เพราะให้ผลเดิมพันต่างกัน
สำหรับทีมรอง ควรดูความถี่ของเกมที่แพ้ห่างสอง สาม และสี่ประตูด้วย เนื่องจากแต่ละระดับส่งผลต่อบิลไม่เหมือนกัน แม้ทีมรองจะมีสถิติแพ้หลายเกม แต่หากส่วนใหญ่แพ้ไม่เกินสองประตูก็ไม่ได้หมายความว่าจะเสียเดิมพันฝั่งรองในระดับนี้ทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาคุณภาพคู่แข่งที่เคยพบ ผลงานเหย้าเยือน และความพร้อมของทีมร่วมด้วย เพราะสถิติย้อนหลังไม่สามารถรับประกันผลต่างประตูของการแข่งขันครั้งถัดไปได้
สถิติชนะขาดสามถึงสี่ประตู ควรแยกดูข้อมูลแบบไหนบ้าง
ข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมินควรเน้นผลต่างประตูมากกว่าจำนวนชัยชนะรวม โดยเลือกช่วงผลงานย้อนหลังที่ใกล้เคียงกัน และพิจารณาสภาพการแข่งขันให้สอดคล้องกับคู่ที่สนใจ
- เกมชนะห่างสามประตู – ตรวจว่าทีมต่อเคยทำผลต่างถึงระดับได้ครึ่งบ่อยเพียงใด
- เกมชนะห่างสี่ประตูขึ้นไป – แยกจำนวนเกมที่ผ่านเงื่อนไขได้เต็ม
- เกมแพ้ห่างของทีมรอง – ดูความถี่ที่เสียประตูขาดตั้งแต่สามและสี่ลูกขึ้นไป
- ประตูได้และประตูเสีย – ใช้พิจารณาผลต่าง ไม่ดูเฉพาะจำนวนประตูที่ยิงได้
- ผลงานเหย้าเยือน – ตรวจว่าสถิติของทีมเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใดตามสนามแข่งขัน
- ระดับคู่แข่งที่ผ่านมา – แยกเกมที่พบทีมแข็งแกร่งกับทีมที่มีผลงานต่ำกว่าอย่างชัดเจน
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ประเมินเงื่อนไขของราคาได้รอบด้านขึ้น แต่ไม่ควรสรุปว่าทีมที่เคยชนะขาดบ่อยจะทำผลต่างเท่าเดิม เพราะความพร้อมและเหตุการณ์ระหว่างแข่งขันสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้เสมอ
เข้าใจราคาสองลูกครึ่งควบสามแล้ว ตรวจเงื่อนไขบิลให้ครบก่อนตัดสินใจเลือกคู่
แต้มต่อระดับนี้ต้องให้ความสำคัญกับเงินเดิมพันสองส่วนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผลต่างสามประตูที่ทำให้ทีมต่อได้ครึ่งและทีมรองเสียครึ่ง หากทราบแล้วว่ารายการใช้แฮนดิแคปเต็มเวลา เลือกฝั่งต่อหรือฝั่งรอง และได้รับค่าน้ำเท่าไร ก็จะสามารถนำผลการแข่งขันมาตรวจยอดรับคืนได้ถูกต้อง โดยไม่สับสนระหว่างเงินต้นที่ได้รับกลับกับกำไรจากส่วนที่ชนะ
ก่อนยืนยันรายการ ควรตรวจราคาล่าสุดและเงื่อนไขที่ระบบรับไว้ รวมถึงกำหนดวงเงินที่ยอมรับความสูญเสียได้ เพราะต่อให้เข้าใจวิธีคิดผลครบถ้วนก็ไม่สามารถรับประกันผลการแข่งขัน หากต้องการเทียบแต้มต่อระดับอื่น สามารถดูข้อมูล ราคาบอล เพื่อเข้าใจความสัมพันธ์ของราคาเต็มลูก ครึ่งลูก และราคาควบ โดยใช้ระดับราคาที่ตรงกับรายการจริงเป็นหลักในการตรวจผลเดิมพัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราคาบอล 2.75
เพราะเงินเดิมพันถูกแบ่งครึ่งหนึ่งไปที่ราคา 2.5 ซึ่งชนะเต็ม และอีกครึ่งหนึ่งไปที่ราคา 3.0 ซึ่งคืนทุนเมื่อชนะห่างสามประตูพอดี จึงได้รับกำไรจากเงินเดิมพันเพียงครึ่งเดียว
ได้เต็ม เพราะฝั่งรองที่แพ้ห่างเพียงสองประตูจะผ่านทั้งราคา 2.5 และ 3.0 ทำให้เงินเดิมพันทั้งสองส่วนชนะเต็ม และได้รับยอดคืนตามค่าน้ำที่ยืนยันไว้
ได้ครึ่ง เพราะสกอร์ 5-2 มีผลต่างสามประตู แม้ทีมต่อจะยิงได้ถึงห้าประตูก็ตาม โดยส่วนต่อ 2.5 ชนะและส่วนต่อ 3.0 คืนทุน จึงมีกำไรจากเงินเดิมพันเพียงครึ่งหนึ่ง
ไม่มีผลคืนทุนเต็มทั้งรายการจากสกอร์ตามปกติ เพราะส่วนราคา 2.5 ไม่สามารถคืนทุนได้ แต่หากผลต่างเท่ากับสามประตู จะมีเงินครึ่งหนึ่งคืนทุน ส่วนอีกครึ่งชนะหรือแพ้ตามฝั่งที่เลือก ทั้งนี้ต้องแยกจากกรณีบิลถูกยกเลิกตามกติกาของผู้ให้บริการ
โดยทั่วไปใช้ราคาที่ระบบรับเดิมพันสำเร็จแล้ว เช่น หากยืนยันที่ 2.75 ก็ใช้เงื่อนไขของราคานั้น แม้ต่อมาราคาบนตารางจะเปลี่ยนเป็น 3.0 ก็ตาม แต่ต้องตรวจสถานะบิลและข้อกำหนดของผู้ให้บริการประกอบด้วย